โรคภูมิแพ้ในเด็ก Allergic Rhinitis in Children
โรคภูมิแพ้อากาศหรือโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
เป็นความผิดปกติเรื้อรังที่พบบ่อยในเด็กและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นใน
ปัจจุบัน
โรคภูมิแพ้มักจะเริ่มมีอาการตั้งแต่วัยเด็ก
(มากกว่า
80 % ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ มีอาการก่อนอายุ 20
ปี )
ถึงแม้ว่าจะมีความชุกของการเกิดโรคนี้สูง
แต่มักเกิดปัญหาในการวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดหรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ
แต่ไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นภูมิแพ้
โดยเฉพาะในรายที่มีอาการตลอดทั้งปี
( Perennial Allergic Rhinitis )
เนื่องจากพ่อแม่เห็นว่าการที่เด็กมีน้ำมูกเกือบทุกวันทั้งปีไม่เป็นปัญหา
หรือเพราะการวินิจฉัยผิดพลาดของแพทย์ผู้รักษาและไม่ได้ให้ความสำคัญของโรค
ภูมิแพ้
ดังนั้นโดยส่วนใหญ่มักจะทราบว่า เด็กป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เมื่อมีอาการแทรกซ้อน
เช่นหูอักเสบ ไซนัสอักเสบ เป็นต้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้อากาศในเด็ก
- ประวัติครอบครัวเป็นภูมิแพ้
- สัมผัสสารก่อภูมิแพ้บ่อยๆ เช่น ฝุ่นบ้าน , ไรฝุ่น
, แมลงสาบ , ขนสัตว์ เป็นต้น
- พิสูจน์โดยการทดสอบทางผิวหนัง ( Skin Test ) แล้วได้ผลเป็นบวก
( Positive )
- มีการสูบบุหรี่ของพ่อแม่หรือคนเลี้ยง
ในประเทศไทยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการตลอดทั้งปีมากกว่าเป็นแบบตามฤดูกาล
( Seasonal Allergic Rhinitis )
อาการของโรคภูมิแพ้อากาศ
1. น้ำมูกใส จามประจำ
แต่ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน
เช่นไซนัสอักเสบอาจจะมีน้ำมูกข้นเขียวในจมูกและไอร่วมด้วย
2. หายใจมีเสียงดังเหมือนเสียงกรน เป็นมากเวลานอน และในบางรายอาจมีอาการกระตุกและหยุดหายใจร่วมด้วย
( Sleep apnea )
3. ไอเรื้อรัง เนื่องจากมีน้ำมูกหรือเสมหะไหลลงคอมาก
หรือในบางรายมีอาการหอบหืดร่วมด้วย
4. ในรายที่มีภูมิแพ้ของเยื่อลำคอ อาจมีอาการเจ็บคอบ่อยๆ
หรือมีเสมหะในคอมาก
5. ปวดหู ในรายที่มาด้วยภาวะแทรกซ้อนทางหู เช่น หูชั้นกลางอักเสบ
ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง
6.
ในบางรายมีปัญหาเรื่องการได้ยิน ทำให้มีผลต่อการเรียน
7. ในบางรายมีปัญหาทางการเจริญเติบโต เช่น น้ำหนักเพิ่มน้อย
ทานอาหารได้น้อยลง ฯลฯ
การวินิจฉัย
• การตรวจร่างกายทางหู คอ จมูก โดยละเอียดเพื่อค้นหาโรคแทรกซ้อน
เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น
• การทำ Skin Test เพื่อยืนยันการวินิจฉัย
และมีประโยชน์ในการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้
อย่างถูกต้อง
การรักษาโดยการให้วัคซีนภูมิแพ้กับผู้ป่วย
การรักษาและการป้องกัน
โรคภูมิแพ้อากาศในเด็ก เป็นโรคที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รักษายากและเรื้อรัง
เช่น ไซนัสอักเสบ , หูชั้นกลางอักเสบ , หอบหืด เป็นต้น
ซึ่งถ้าได้รับการรักษาและป้องกันตั้งแต่แรกเริ่มจะป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนได้ดีที่สุด
1. การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น , ไรฝุ่น ,
ขนสุนัข , ขนแมว , แมลงสาบ ฯลฯ จัดเป็นการรักษาและป้องกันที่ดีที่สุด
2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโดยการออกกำลังกายเป็นประจำ
3. หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง เช่น ควันธูป , ควันบุหรี่
, ท่อไอเสียรถยนต์ ฯลฯ
4. ในกรณีที่พยายามหลีกเลี่ยง
และพยายามออกกำลังกายแล้วอาการยังมีอยู่แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางและรับการ
รักษาดังนี้
4.1 การให้ยาต้านฮีสตามีนแบบรับประทาน
4.2 การให้ยาพ่นจมูกเป็นประจำเพื่อป้องกันการเกิดภูมิแพ้
4.3 การให้การรักษาโดยวิธี Desensitization ( การให้วัคซีนภูมิแพ้
) เป็นการรักษาโรคภูมิแพ้ที่ต้นเหตุ และพบว่ามีอัตราการหายขาด
60–80 %
5.
ในรายที่มีโรคแทรกซ้อนของภูมิแพ้ เช่น ไซนัสอักเสบ ,
หูชั้นกลางอักเสบ ให้รีบรับการรักษาที่ถูกต้องโดยแพทย์เฉพาะทาง